ปฏิบัติการกวาดล้างแบล็คอีเกิ้ล ครั้งที่ 10 ของตำรวจท่องเที่ยว

 In ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

ปฏิบัติการกวาดล้างแบล็คอีเกิ้ล ครั้งที่ 10 ของตำรวจท่องเที่ยว
วันนี้มีการตรวจค้นมากกว่า 30 จุด พบคนผิวสีอยู่เกินอนุญาต หรือโอเวอร์สเตย์มากกว่า 20 คน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นำเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เข้าค้น ห้องพักภายใน ดาลีเรสซิเด็น ซอยรามคำแหง 53
หลังได้รับแจ้งว่ามีคนผิวสี หลบเข้ามาพักอาศัยหลายราย

จากการกระจายกำลังเข้าค้น พบคนผิวสีชาวโซมาเลีย หลบอยู่ในห้องพัก 4 ราย
ตรวจค้นเบื้องต้น ไม่พบเอกสารหรือหนังสือเดินทาง จึงได้ควบคุมตัวไว้
ขณะที่เจ้าของห้องพักยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยถูกตรวจค้นคนผิวสีแล้วหลายรอบ แต่ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวออกมาหมด

ขณะที่กำลัง เจ้าหน้าที่หน่วยอรินธราชและตำรวจท่องเที่ยวอีกส่วน ได้แยกเข้าตรวจค้นอพาร์ทเม้นท์ บ้านมณียา ในซอยรามคำแหง 24
พบคนผิวสีอาศัยอยู่ภายในอพาร์ตเม้นต์อีก 8 ราย เป็นบุคคลต้องรอทำประวัติ 5 ราย อยู่เกินอนุญาต 2 ราย และหลบหนีเข้าเมืองอีก 1 ราย

ปฏิบัติการแบล็คอีเกิ้ล ครั้งที่ 10 วันนี้เป็นการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 31 จุด โดยช่วงเช้าเป็นการตรวจค้นย่านสี่พระยา
พบคนผิวสีไม่มีหนังสือเดินทาง และหลบหนีเข้าเมืองแล้ว 7 ราย

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวบอกว่า ปฏิบัติการตลอดทั้งวัน
พบคนผิวสีที่หลบอาศัยอยู่ตามห้องเช่าแล้วเกือบ 20 คน รวมตลอด 10 ครั้งที่ผ่านมา กวาดล้างไปแล้วเกือบ 500 คน
รายงานจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่าปัจจุบัน มียอดนักท่องเที่ยวอยู่ เกินอนุญาต หรือ overstay
ประมาณ 200,000 คน แบ่งเป็น แรงงานสามสัญชาติ 120,000 คน สัญชาติอื่นๆ 80,000 คน

ยุทธการ อินทรีทมิฬ (BLACK  EAGLE) ทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติและการท่องเที่ยว

​​​ตามนโยบายของรัฐบาลในการดำเนินการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ และอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคง
ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย เช่น กลุ่มเครือข่ายปลอมธนบัตร (Black  Money)
กลุ่มเครือข่ายหลอกลวงแต่งงาน (Romance  Scam)  กลุ่มเครือข่ายผลิตและปลอมบัตรเครดิต (Skimming)
กลุ่มคนหลอกลวงนำเพชรปลอมมาจำหน่าย  กลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มกระทำอาชญากรรมต่างๆ
และยาเสพติด ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาวิธีการกระทำผิดให้มีความซับซ้อน และหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ

​สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้สนองนโยบายของรัฐบาล  กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  หักพาล  รรท.รอง ผบช.ทท.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวปฏิบัติการออกระดมกวาดล้างอาชญากรรม
และบูรณาการกำลังจากหน่วยงานภาครัฐหลายฝ่าย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการ
สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191,หน่วยอรินทราช 26, หน่วยรบพิเศษ สยบไพรี จากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ,
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สน.สายไหมและสน.วังทองหลาง ได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นในเขตกรุงเทพฯ
จำนวน 11 เป้าหมาย 33 จุด สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหาได้ ทั้งหมด 9 ราย

มีรายละเอียด ดังนี้
​1. จับกุมข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ​
​​จำนวน  6  ราย   (สัญชาติ กินี 1 ราย, แกมเบีย 1 ราย , แทนซาเนีย 1 ราย, โซมาเลีย 3 คน)
​2. จับกุมข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
​จำนวน 3 ราย (สัญชาติแคมเมอรูน 1 ราย, ไนจีเรีย 2 ราย )
​หมายเหตุ : แคมเมอรูน (4 ปี) /ไนจีเรีย 3 ปี 6 เดือนและ 8 วัน)
​3. เชิญตัวมาทำประวัติ 9 ราย ​นำส่ง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

​​สรุปผลการปฏิบัติ   ปิดล้อมตรวจค้น จำนวน 33 จุด ​จับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน  9 ราย ​​ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง  พ.ศ.2522 ​จำนวน 9  ราย

​​ – ส่วนเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองเคหสถานที่ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 38 ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 2522
จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (อัตราโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้จัดการโรงแรมต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 10,000 บาท )

รวมผลการปฏิบัติยุทธการ อินทรีทมิฬ (BLACK  EAGLE)

​​​กรุงเทพมหานคร  6    ครั้ง   รวม 129 จุด จับกุมทั้งสิ้น 77 ราย ทำประวัติ 183 ราย

​​​ต่างจังหวัด  ​  4    ครั้ง (พัทยา, สมุย, ภูเก็ต และเชียงใหม่)

​​​รวม 25 จุด จับกุมทั้งสิ้น 19 ราย

​​​** รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง  154 จุด จับกุมทั้งสิ้น 96 ราย ทำประวัติ 183 ราย **

Recent Posts