ท่องเที่ยว 191 บช.ปส. แถลงผลการระดมกวาดล้างคดีสำคัญ

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

ท่องเที่ยว 191 บช.ปส. แถลงผลการระดมกวาดล้างคดีสำคัญ


เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 21 พ.ย.2560
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.
พล.ต.ท. ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ รักษาราชการแทน ที่ปรึกษาพิเศษ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ,
พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบช.ก.พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ , พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รองผบช.ทท.
พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง รรท.ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รองผบก.ทท.1
พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รองผบก.ทท.2 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รองผบก.สปพ.
พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผกก.สน.ห้วยขวาง พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย ผกก.สภ.โคกกลอย พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์
พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร สว.งานสายตรวจ 1 พ.ต.ต.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล สว.ส.ทท.2กก.1บก.ทท.1
ร่วมกันแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างคดีสำคัญ 2 คดี

โดยคดีแรกเป็นการจับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ จับกุมผู้ต้องหาได้ 7 รายประกอบไปด้วย นางสาวธัญรัตน ชัยดี
หรือฟาง .นายภูชิช ภูยาธร นางสาวลําพู อินทรปาน นางสาวอารียา วาวีเจริญสิน นายลู เจน เล ( LU JEN LAY ) สัญชาติไต้หวัน
นายเฉิน เกา เฉิน ( Kao Chen Kao) สัญชาติไต้หวัน นายเฉิน สง หง ( Hung Chen Hsiung) สัญชาติไต้หวัน .
ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่น และมีส่วนร่วมในองศ์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
พร้อมของกลาง โทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ค สมุดรายชื่อผู้เสียหาย และบทสนทนา เป็นต้น

สำหรับการจับกุมพล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของทางรัฐบาลที่ให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ
ปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤตืการณ์ใช้โทรศัพท์
หลอกลวงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นผู้อื่น หรือที่เรียกว่าคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งได้ก่อเหตุหลอกลวงเหยื่อสูญเงินเป็นจำนวนมาก
จึงได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง ตร.ที่ 683/2560 มอบหมายให้ พล.ต.ท. ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์
รักษาราชการแทน ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รองผบช.ทท.
บูรณาการกำลังกับ บช.ทท. บก.สปพ. กองการต่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานปปง.
ได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

สอดรับกับทาง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ที่เปิดเผยว่า พฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้จะทำเป็นขบวนการแบ่งงานกันทำ
โทรหลอกเหยื่อทั้งในประเทศไต้หวัน และในประเทศไทย โดยขบวนการนี้มีการแบ่งงานกันทำเป็นโครงข่ายของกลุ่มองค์กร
อาชญากรรม อาทิ กลุ่มคอลเซ็นเตอร์(Call Center) จะทำหน้าที่หลอกลวงเหยื่อ , กลุ่มจัดหาบัญชีธนาคารหรือ
บัตรอิเลคทรอนิกส์(บัตรเอทีเอ็ม)กลุ่มม้าถอนเงิน,กลุ่มหัวหน้ากลุ่ม พฤติกรรมจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หลอกเหยื่อว่าพบความผิดเกี่ยวกับคดีอาชญากรรม ให้เหยื่อโอนเงินมา โดยใช้อุปกรณ์ในการเปลี่ยนแปลงหมายเลข
ที่โทรเข้าหาเหยื่อ จากเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือโทรศัพท์พื้นฐาน ให้เป็นเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานรัฐ
หรือที่เป็นที่รู้กันคือระบบ VoIP หรือ Voice over Internet Protocol ทำให้เหยื่อหลงเชื่อง่ายจนเกิดความเสียหายจำนวนมาก
ซึ่งขณะนี้ได้ขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการทั้งสิ้น 107 หมาย และจับกุมได้ 82 หมาย
รวมทั้งอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมอีก 25 หมาย อย่างไรก็ตามในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นคีย์แมนสำคัญ
ของขบวนการ ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในไทย เป็นชาวไต้หวัน และพวกได้ 7 ราย
เบื้องต้นจากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ถูกชักชวนจากเพื่อนร่วมชาติชาวไต้หวันให้เดินทางมาในประเทศไทย
เพื่อประกอบธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ หลังจากที่เกษียณการทำงาน แล้ว โดยในแต่ละเดือนได้รายได้จากการหลอกลวงเป็นจำนวนมาก
ซึ่งทำมาเป็นเวลากว่า 1-2 ปี อย่างไรก็ตามในวันศุกร์นี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะหารือกับทางสำนักงานปปง.
เพื่อวางมาตรการในการยึดทรัพย์และดูแลเยียวยาผู้เสียหายในคดีต่อไป

คดีที่สอง เป็นผลการปฏิบัติระดมกวาดล้างตามยุทธการอินทรีทมิฬ ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายในเขตกรุงเทพ
จำนวน 18 เป้าหมาย กว่า 40 จุด สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไป ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กวดขันจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศโดยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติ
และอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคง ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย
เช่น กลุ่มเครือข่ายปลอมธนบัตร (Black Money) กลุ่มเครือข่ายหลอกลวงแต่งงาน (Romance Scam)
กลุ่มเครือข่ายผลิตและปลอมบัตรเครดิต (Skimming) กลุ่มคนหลอกลวงนำเพชรปลอมมาจำหน่าย
กลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มกระทำอาชญากรรมต่างๆ และยาเสพติด และยังอาศัยอยู่ในประเทศโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง
ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาวิธีการกระทำผิดให้มีความซับซ้อน และหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากการตรวจค้นเบื้องต้น เชิญตัวมาทำประวัติ 6 ราย จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 19 ราย ในฐานความผิดเป็นบุคคลต่างด้าว
เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 6 ราย (สัญชาติ โซมาเลีย 5 ราย, ไนจีเรีย 1 ราย )
ในฐานความผิดเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” จำนวน 11 ราย
(สัญชาติกินี 1 ราย, ซีเรีย 1 ราย, ไนจีเรีย 1 ราย, ปากีสถาน 6 รายคองโก 2 ราย ) และในฐานความผิดเป็นบุคคลต่างด้าว
อยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่า 90 วัน โดยไม่แจ้งต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่”จำนวน 1 ราย (สัญชาติกีนี 1 ราย )
นอกจากนี้ได้แจ้งข้อหาเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน ซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นชั่วคราว
เข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานหน้าที่ นำส่ง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Recent Posts