การประสานความร่วมมือกับ กสทช.เพื่อวางมาตรการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจ การให้บริการกิจการโทรคมนาคม เกินกว่าขอบเขตการได้รับอนุญาต

การประสานความร่วมมือกับ กสทช.เพื่อวางมาตรการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจ การให้บริการกิจการโทรคมนาคม
เกินกว่าขอบเขตการได้รับอนุญาต
ตามนโยบายของรัฐบาลให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติดําเนินการปราบปรามกลุ่ม องค์กรอาชญากรรมที่กระทําความผิด
และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชน
โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และกลุ่มคนร้ายที่ใช้โทรศัพท์โทรข่มขู่ว่าจะเกิดเหตุร้ายต่างๆ ตามสถานที่สําคัญของประเทศ
เพื่อสร้างความหวาดกลัว ให้กับประชาชน ในการดําเนินชีวิตอย่างปกตินั้น

จากการสืบสวนแผนประทุษกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้ จะใช้บริการโทรศัพท์ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต
หรือที่เรียกว่าระบบ VoIP (Voice over Internet Protocol) เป็นเทคโนโลยีใหม่ สําหรับการสื่อสารทางโทรศัพท์
โดยไม่จําเป็นที่จะต้องใช้ชุมสายโทรศัพท์ก็สามารถโทรได้ทั่วโลก


ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 16.45 น.
ได้มีคนร้าย น้ําเสียง เป็นชาย อายุประมาณ 35-40 ปี พูดภาษาไทย สําเนียงภาคใต้โทรศัพท์ มาข่มขู่ที่สนามบินดอนเมือง
โดยหมายเลขโทรศัพท์ ท่ีปรากฏบนหน้าจอของการท่าอากาศยานดอนเมือง คือ 02-153-9514 ข่มขู่วางระเบิดในสนามบิน
และวันที่ 17 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 11.30 น.ได้มีคนร้าย น้าํ เสียงเป็นชาย อายุประมาณ 35 ปี พูดภาษาไทย สําเนียงภาคใต้
โทรศัพท์มาข่มขู่ที่สนามบินดอนเมือง โดย หมายเลขโทรศัพท์ที่ปรากฏบนหน้าจอของการท่าอากาศยานดอนเมือง
คือ 053-106-247 ข่มขู่วาง ระเบิดในสนามบิน
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.,
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ บช.ทท., บช.น., สน.ดอนเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายในคดีนี้มา ดําเนินคดีโดยเร็ว จากการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่คนร้ายใช้โทรศัพท์ข่มขู่ดังกล่าว
ทําให้ทราบ ว่า เป็นเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่เช่าหมายเลขโทรศัพท์ และสัญญาณโทรศัพท์มาจาก
บริษัท ทีโอที จํากัด(มหาชน) และเมื่อเช่ามาแล้ว ก็ให้เช่าหมายเลขโทรศัพท์แก่บุคคลหรือบริษัท ทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ
อีกทอดหนึ่ง
จากการตรวจสอบลักษณะการให้บริการของบริษัทดังกล่าว ดําเนินการโดยเช่าใช้ซิมการ์ด จาก บริษัท ทีโอที จํากัด(มหาชน)
แล้วให้เช่าช่วงต่อกับบริษัทอื่น นําไปใช้กับอุปกรณ์แปลง สัญญาณโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบจีเอสเอ็ม เพื่อให้สามารถ รับ-ส่ง ข้อมูล
ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้SIP Server ที่เช่ามาเชื่อมต่อกับ SIP Server ของผู้ให้บริการรายอื่นทั้งในและต่างประเทศ
แล้วจึงแปลงสัญญาณจาก VoIP เพื่อเชื่อต่อสัญญาณเข้ากับชุมสายโทรศัพท์ของผู้ให้บริการ ภายในประเทศที่ได้รับอนุญาต
เพื่อติดต่อไปยังหมายเลขปลายทางต่อไปนั้นถือว่าเป็นการให้บริการในลักษณะ Call Termination (VoIP Termination)
อันเป็นการใหเบริการโทรคมนาคม ซึ่งต้อง ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
ทางสํานักงานเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ตรวจสอบแล้วยืนยันว่า บริษัทดังกล้าวไม่ได้รับอนุญาตในการ ประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด
อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7 (1) และมาตรา 67 (1)
ข้อหา”ประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต”
(ไม่มีโครงข่าย ให้บริการเสียง, ข้อมูล, พหุสื่อ แก่บุคคลทั่วไป ทั่วประเทศ) อัตราโทษ “ปรับไม่เกิน 100,000 บาท”
ทั้งนี้ สํานักงานเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ จะทําการตรวจสอบบริษัท ผู้กระทําผิด ในลักษณะเช่นนี้ทุกราย เพื่อบรรเทาปัญหา
การที่คนร้ายใช้ช่องทางนี้กระทําผิด หลบเลี่ยงการ ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และให้ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง
ดําเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อแก้ไข ปัญหานี้อย่างจริงจังต่อไป
นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้อํานวยการสํานักกํากับดูแลกิจการโทรคมนาคม