แถลงข่าวเครือข่ายแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กัมพูชา

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

ยุทธการ บุกทลายแก็งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ เครือข่ายเฉินหยวนไข่
กลางกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น หรือ กลุ่มแก๊ง Call Center มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชนทั่วไปโดยโทรศัพท์จากต่างประเทศ มาหลอกลวงประชาชนในประเทศไทยและ มีผู้หลงเชื่อจนเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง“ศูนย์ป้องกันและปรามปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศป.ฉปทน.)”

โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็น ผอ.ศูนย์ฯ และให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท./รอง ผอ.ศูนย์ฯ หัวหน้าชุดปฏิบัติการได้ดำเนินการปราบปราม ทลายเครือข่ายแก๊ง Call Center ข้ามชาติ อย่างจริงจังต่อเนื่องมาโดยตลอด
​ต่อมาชุดปฏิบัติการของ ศป.ฉปทน.ตร. ได้ทำการสืบสวนสอบสวน จนทราบพิกัดของกลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่าย นายเฉินหยวนไข่ ว่าอยู่ใจกลางเมืองกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จึงได้ประสานขอความร่วมมือกับรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนของกัมพูชา เพื่อขอความร่วมมือในการเข้าปราบปรามแก็งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว


​วันนี้ (16 ก.พ.61) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.พร้อมคณะทำงาน ได้ร่วมกันหารือกับทางการประเทศกัมพูชา และได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาขบวนการแก็งคอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้ประเทศกัมพูชา เป็นฐานที่ตั้ง จึงได้บูรณาการกำลังเข้าทำการตรวจค้น จำนวน 3 จุด ดังนี้
​จุดที่ 1 นำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1,พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 .,พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ.เจ้าหน้าที่ชุด ศป.ฉปทน.ตร. ได้นำกำลังตำรวจไทย และตำรวจกัมพูชา เข้าตรวจสอบโรงพยาบาลร้าง แห่งหนึ่ง กลางกรุงพนมเปญ
​จากการตรวจค้นพบ ชาวกัมพูชา จำนวน 2 คน
​พร้อมอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ เอกสารบัญชีรายชื่อ ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่ามีการโทรเข้าออกจำนวนมาก
​ต่อมาได้ขยายผล จุดที่ 2 ซึ่งห่างจากจุดแรกประมาณ 3 กม. เป็นบ้านเช่าหรูขนาดใหญ่
​จากการตรวจค้นพบ ชาวไต้หวัน 4 คน คนไทย 25 คน และกัมพูชา 3 คน
​พร้อมอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ เอกสารบัญชีรายชื่อ ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่ามีการโทรเข้าออก คล้ายกับจุดแรกอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน
​จุดที่ 3 พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย ผกก.สภ.โคกกลอย พ.ต.ท.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รองผกก.สส.บก.น.1 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ศป.ฉปทน.ตร. และตำรวจกัมพูชา สนธิกำลังเข้าตรวจสอบ
​บ้านหลังหนึ่ง ณ เมืองกัมปงโสมหรือเมืองพระสีหนุ
​จากการตรวจค้นพบ ชาวไต้หวัน 2 คน ชาวไทย 1 คน โดย 2 ใน 3 คน มีหมายจับอยู่ในประเทศไทยด้วย พร้อมกับเหยื่อซึ่งเป็นคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง
​พร้อมอุปกรณ์การกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน

​รวม 3 จุด จับกุมผู้ต้องหา ทั้งหมด 37 คน ดังนี้
​-เป็นคนใต้หวัน​​ 6 ​คน
​-เป็นคนไทย​ ​26​คน
​-เป็นคนกัมพูชา​​ 5​คน
​โดยในจำนวนผู้ต้องหาทั้งหมดมี 1 คน ที่มีหมายจับของประเทศไทย คือ นายประสพชัย วงศ์รินทิพย์ ข้อหา “ร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ”ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.499/2560 ลง 27 ก.ค.60
​ส่วนนายเฉิน หยวน ไข่ ชาวใต้หวัน หัวหน้าแก๊ง ซึ่งมีหมายจับของประเทศไทย ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2865/2560 ลง 26 ธ.ค.60 ข้อหา”ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” หลบหนีไปได้
​ขณะเข้าทำการจับกุมในครั้งนี้ กลุ่มคนร้ายในแก็งคอลเซ็นเตอร์นี้ กำลังทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกเหยื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย โดยเบื้องต้นพบว่าคนไทยทั้งหมด มีทั้งส่วนที่เป็นผู้ร่วมขบวนการ โดยสมัครใจ และบางส่วนก็ถูกบังคับให้ทำหน้าที่ โดยกักขังไว้ ทั้งให้เสพสารเสพติด บ้างก็ทำร้ายร่างกายเมื่อมีการขัดขืน จากการตรวจสอบทราบ ในวันนี้ กลุ่มคนร้ายได้โทรศัพท์มาหลอกคนไทยในประเทศ จำนวน 18 ราย ซึ่งมี 1 รายที่ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย จำนวน 200,000 บาท


​จากแนวทางการสืบสวนพบว่าขบวนการแก็งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวเป็นเครือข่ายของนายเฉิน หยวน ไข่ ชาวไต้หวัน และกลุ่มชาวมาเลเชีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตั้งถิ่นฐานที่ประเทศไทย ก่อนที่จะถูกทางการไทยจับกุมตัวได้ ต่อมาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล แล้วหลบหนีออกนอกประเทศ มาตั้งฐานที่มั่นในกรุงพนมเปญ และกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อทำคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงชาวไทย
​โดยใช้ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศต้นทางที่ตั้งฐานปฏิบัติการ โดยร่วมมือกับชาวไต้หวัน จีนและมาเลเซีย บังคับคนไทย มาเป็นพนักงาน เพื่อหลอกลวงคนไทยด้วยกัน หากใครปฏิเสธก็จะกักขังและทำร้ายร่างกาย ซึ่งพฤติการณ์ก็ไม่ต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
​การกระทำของผู้ต้องหาทั้งหมดนี้เป็นความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ“มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
​ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342(1), 343 วรรคสอง ประกอบ ป.อาญา มาตรา 83
​ตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 และ 25
​มีอัตราโทษ จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท
​มีอัตราโทษ จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

Recent Posts
New Server