“มาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ครั้งที่ 10”

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

ผบ.ตร.มอบเงินเยียวยาเหยื่อ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 10 ให้กับผู้เสียหาย 5 จำนวน เกือบ 2 ล้านบาท
พร้อมรับตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 4 ราย ที่เมืองดูไบไปดำเนินคดีต่อไป

พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบเงินคืนให้กับผู้เสียหายขบวนการ Call Center
จำนวน 5 ราย เป็นมูลค่ากว่า1ล้าน 9 แสนบาท พร้อมกับเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์หักพาล
รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวหาวิธีการสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการคอลเซ็นเตอร์
ที่กำลังแพร่ระบาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย มากกว่านี้ จึงฝากเตือนประชาชนว่า กำลังถูกขบวนการนี้หลอกลวง
ภายใน15นาทีไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จะสามารถอายัดเงินได้เต็ม100% แต่ถ้าหากล่าช้า ก็จะได้เงินคืนไม่เต็มจำนวนเท่าที่สูญเสียไป
หรืออาจไม่ได้คืนเลย และต้องรอกระบวนการยึดทรัพย์ของ ปปง. นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธุ์ ผู้อำนวยกองคดี 1 เปิดเผยว่า
เมื่อตำรวจได้ทำมีการทำสำนวนคดี ปปง. ก็จะทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหา ว่าเงินหรือทรัพย์สินไปตกอยู่ที่ใด
ปปง.ก็จะตามอายัดเข้าคณะกรรมการธุรกรรม พิจารณาส่งพนักงานอัยการเพื่อส่งผ่านศาล เพื่อนำมาสู่การเฉลี่ยทรัพย์ให้ผู้เสียหาย
ซึ่งต้องใช่เวลา

 

ขณะเดียวกันตำรวจเมืองดูไบ ได้นำตัวผู้ต้องหาขบวนการนายฉี่เคอ 4 คน มาส่งตัวให้ตำรวจไทยเพิ่มเติม ซึ่งจากการสอบปากคำ
หนึ่งในผู้ต้องหายอมรับว่า ได้ถูกชักชวนให้ไปร่วมกระบวนการตั้งแต่ที่ประเทศกัมพูชาตลอดจนที่เมืองดูไบก่อนจะถูกจับกุมได้
ในครั้งนี้ ซึ่งตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำการเป็นอั้งยี่และซ่องโจรร่วมกัน
ฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นร่วมกันฟอกเงิน และนำข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับผู้ต้องหา
18คนที่ตำรวจเมืองดูไบส่งให้ตำรวจก่อนหน้านี้

ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำ ความผิด
และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชน
โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น หรือ กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชนทั่วไปและมีผู้หลงเชื่อ
จนเป็น เหตุให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง
“ศูนย์ป้องกัน และปรามปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็น ผอ.ศูนย์ฯ
และให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.ควบคุม กำกับชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ได้ประสานความร่วมมือกับ
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ร่วมปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
จากการปฏิบัติงานของสายด่วน ๑๗๑๐ ของสำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน
และสายด่วน ๑๑๕๕ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารไทยพาณิชย์

ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายที่ ถูกหลอกลวง
และโอนไปยังบัญชีของกลุ่มคนร้ายแล้วระงับไม่ให้สามารถถอนเงินออกไป และได้นำเงินคืนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 5 ราย
รวมเป็นเงินจำนวน 1,922,956.91 บาท ได้แก่
๑. ผู้เสียหายในคดีของ สภ.เมืองนนทบุรี (น.ส.พรพิมล มานะพงศ์) ถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้าย
รวมเป็นเงิน จำนวน 700,500 บาท ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ จำนวน 262,519.21 บาท

๒. ผู้เสียหายในคดีของ สภ.เมืองนนทบุรี (น.ส.อมรา ชอบวิทยาคุณ) ถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้าย
รวมเป็นเงิน จำนวน 2,997,324 บาท ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ จำนวน 698,282 บาท

๓. ผู้เสียหายในคดีของ สภ.รัตนาธิเบศร์ จว.นนทบุรี ถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน
จำนวน 2,000,000 บาท ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ จำนวน 399,525 บาท​

๔. ผู้เสียหายในคดีของ สภ.คลองหลวง จว.ปทุมธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน
จำนวน 2,001,022 บาท ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ จำนวน 498,648 บาท

๕. ผู้เสียหายในคดีของ สน.เตาปูน ถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน จำนวน 419,756 บาท
ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ จำนวน 63,982.70 บาท

จากการสอบถามผู้เสียหายที่สามารถทำการอายัดเงินได้ทัน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการตั้งสติ คิดทบทวน
และทราบว่าถูกคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวง เฉลี่ยแล้วใช้เวลาดังนี้
อายัดเต็มจำนวน​​​​​ใช้เวลาประมาณ ๑๕ – ๓๐​นาที
อายัดได้บางส่วนมากกว่าครึ่งของจำนวนที่ถูกหลอก​ใช้เวลาประมาณ​ ๓๐ นาที – ๑ ชั่วโมง​
อายัดได้บางส่วนน้อยกว่าครึ่งของจำนวนที่ถูกหลอก​ใช้เวลาตั้งแต่ ๑ ชั่วโมง ขึ้นไป

โดยใช้ช่องทางติดต่อการอายัดเงิน ผ่านช่องทางสายด่วน 1155, 1710 และ ทางธนาคาร
สรุปจากการผลการปฏิบัติงานในการอายัดเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงจากแก็งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงไปยังบัญชีคนร้าย
สามารถอายัดเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายได้ จำนวน 76 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,307,685.64 บาท
จากสถิติการรับแจ้งเหตุของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(ศป.ฉปทน.ตร.) รับแจ้งเหตุตั้งแต่วันที่ ๘ ธ.ค.๖๐ ถึงวันที่ 2 เม.ย.๖๑ จำนวน 417 คดี มูลค่าความเสียหาย 208,614,895.75 บาท
ทั้งนี้เชื่อว่ายังมีผู้เสียหายที่ถูกเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้หลอกลวงอีกเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ไปร้องทุกข์
จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนท่านใดที่ได้รับความเสียหายจากเครือข่ายแก๊ง คอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สิน
ให้รีบแจ้งมาที่
ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ตั้งอยู่ที่ ชั้น ๑ อาคาร ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระรามที่ ๑ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
สายด่วน ๑๑๕๕ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๒๕๑ ๙๗๙๓ หมายเลขโทรสาร ๐ ๒๒๕๒ ๗๘๘๑
ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สายด่วน ๑๗๑๐
ตั้งอยู่ที่ ชั้น ๑ เลขที่ ๔๒๒ ถนน พญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
​“ในกรณีที่รู้ตัวว่าถูกหลอกลวง ขอให้แจ้งสายด่วน ๑๑๕๕ และ ๑๗๑๐ โดยเร็วที่สุด”

Recent Posts
New Server