จับทัวร์เถื่อนหลอกลวงประชาชน และบริษัททัวร์ลอยแพนักท่องเที่ยว ที่ประเทศญี่ปุ่น

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

จับทัวร์เถื่อนหลอกลวงประชาชน และบริษัททัวร์ลอยแพนักท่องเที่ยว ที่ประเทศญี่ปุ่น
​ตามนโยบายของรัฐบาลให้หน่วยงานราชการร่วมบูรณาการกำลังในการปราบปรามกลุ่มบริษัทนำเที่ยวผิดกฎหมาย
หรือกลุ่มบริษัทนำเที่ยวที่ประกอบการในลักษณะนอมินี รวมถึงสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
ที่มีพฤติการณ์ในการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยเสียหายรวมถึงผู้ประกอบการ
ที่มีพฤติการณ์ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดและเพื่อให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้น
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่มีพฤติการณ์ในการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโทสาคร ทองมุณี ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พลตำรวจตรี คัชชา ธาตุศาสตร์ ,
พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พลตำรวจตรีประเสริฐ เงินยวง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1
พันตำรวจเอกพนัญชัย ชื่นใจธรรม, พันตำรวจเอกอาชยน ไกรทอง, พันตำรวจเอกศารุติ แขวงโสภา รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว
1, พันตำรวจเอกนิธิธร จินตกานนท์ รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว

ผลการจับกุมดังนี้
​ คดีที่ ๑ ผู้ต้องหาชื่อ น.ส.อภิณห์พร พงษ์ปรีชาวงศ์ อายุ ๔๗ ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ ๗๙๖/๒๕๖๑
ลง ๑๘ เมษายน ๒๕๖๑ ความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลซึ่งระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” พฤติการณ์คือ ผู้ต้องหาได้หลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายกับพวกรวม ๓๕ คน
ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ประกอบธุรกิจนำเที่ยวสามารถนำไปท่องเที่ยวที่ประเทศตุรกีได้
โดยเสนอโปรแกรมทัวร์ประเทศตุรกี ๙ วัน ๘ คืน ในราคาคนล่ะ ๓๑,๐๐๐ บาท ทำให้กลุ่มผู้เสียหายหลงเชื่อ ซื้อโปรแกรมทัวร์
รวมเงิน ๑,๐๘๕,๐๐๐ บาท กำหนดเดินทางวันที่ ๒๓ – ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๑ แต่เมื่อถึงกำหนดเดินทาง ผู้ต้องหาไม่พากลุ่มผู้เสียหาย
ไปท่องเที่ยวตามที่ตกลงไว้ ผู้กล่าวหากับพวกได้ติดตามขอเงินคืนหลายครั้ง ก็บ่ายเบี่ยงไม่คืนเงินให้ และผู้ต้องหาหลบหนีไป
กลุ่มผู้เสียหายจึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา
ต่อมาวันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๑ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้

คดีที่ ๒ ผู้ต้องหาชื่อ นายสนธยา โพธิ์ศรี อายุ ๓๕ ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงชลบุรีที่ จ.๖๐/๒๕๖๑
ลง ๑๘ เมษายน ๒๕๖๑ ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” พฤติการณ์กล่าวคือ ผู้ต้องหาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทนำเที่ยว
ชื่อ บริษัท เคพีเอส เวิร์ด เซอร์วิส จำกัด ได้นำนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน ๓๓ คน ไปท่องเที่ยวเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น
ระหว่างวันที่ ๒-๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ รวมเป็นเงิน ๑,๑๘๔,๗๐๐ บาท ระหว่างกลุ่มผู้เสียหายกำลังท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของรถบัสนำเที่ยว ขอเก็บเงินโดยแจ้งว่าทางบริษัททัวร์ไทยยังไม่จ่ายเงิน กลุ่มผู้เสียหายไม่มีเงินให้ จึงถูกปล่อยทิ้งไว้
ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และได้ยึดสัมภาระพร้อมหนังสือเดินทางไว้ กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าขอความช่วยเหลือจากตำรวจโอซาก้า
ช่วยติดตามทรัพย์สินคืน และต้องนำเงินส่วนตัวสำรองจ่ายค่าโรงแรม ค่ารถ ค่าอาหาร ระหว่างรอกลับประเทศไทย
รวมเป็นเงิน ๑๓๔,๗๓๘.๕๑ บาท ต่อมาวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ กลุ่มผู้เสียหายได้เดินทางกลับมาประเทศไทย
ได้ติดต่อทวงถามค่าใช้จ่ายดังกล่าวจาก นายสนธยาฯ โดย นายสนธยาฯ ได้บ่ายเบี่ยงเรื่อยมาและหลบหนีไป
จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแสนสุข เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย
ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ เม.ย. ๒๕๖๑ เวลาประมาณ ๒๓.๓๐ น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหา
นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Recent Posts
New Server