ยุทธการ X-RAY OUTLAW FOREIGNER ครั้งที่ 12

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

ยุทธการ X-RAY OUTLAW FOREIGNER ครั้งที่ 12
ทลายเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติและการท่องเที่ยว
​​ตามนโยบายของรัฐบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกวดขันจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ
โดยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคง
ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย เช่น กลุ่มเครือข่ายหลอกลวงแต่งงาน (Romance Scam)
กลุ่มเครือข่ายผลิตและปลอมบัตรเครดิต (Skimming) กลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มกระทำผิดอาชญากรรมต่างๆ
และยาเสพติด รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ในประเทศโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาวิธีการ
กระทำความผิดให้มีความซับซ้อน และหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ
​​สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้สนองนโยบายรัฐบาล กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท., พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2,
พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวทุกสถานีปฏิบัติการออกระดมกวาดล้างอาชญากรรม
และบูรณาการกำลังจากหน่วยงานภาครัฐหลายฝ่ายประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191,
หน่วยอรินทราช 26, หน่วยรบพิเศษสยบไพรี จากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด,
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ สน.ลุมพินี โดยมีผลการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
​1.ได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย
จำนวน 83 เป้าหมาย ทั่วประเทศ สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหาได้ ทั้งหมด 44 ราย มีรายละเอียด ดังนี้
​​1) จับกุมข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยสิ้นสุดการอนุญาต”
จำนวน 11 ราย (สัญชาติอินเดีย 6 ราย, อุซเบกิสถาน 2 ราย, ไนจีเรีย 1 ราย, กินี 1 ราย)
​​2) จับกุมข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต”
จำนวน 31 ราย (สัญชาติอินเดีย 9 ราย, เมียนมา 7 ราย, ลาว 5 ราย, กัมพูชา 4 ราย, ไนจีเรีย 3 ราย, บังคลาเทศ 2 ราย,
อุซเบกิสถาน 1 ราย)
​​3) จับกุมข้อหาอื่นๆ
จำนวน 2 ราย (สัญชาติไทย 2 ราย)

​ในการตรวจสอบครั้งนี้ ได้ทำการตรวจสอบเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 83 เป้าหมาย แบ่งเป็นเป้าหมาย โรงเรียนนานาชาติ 3 เป้าหมาย,
สถาบันสอนภาษา 2 เป้าหมาย, โรงเรียนสามัญ 30 เป้าหมาย, เป้าหมายอื่นๆ จำนวน 48 เป้าหมาย ​รวมยุทธการ 26 ครั้ง
ตรวจค้นเป้าหมาย 3,563 เป้าหมาย จับกุมผู้กระทำความผิดได้ ทั้งหมด 1,162 ราย
ผลการจับกุมเพิ่มเติม
​​ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเกี่ยวกับ
การค้ามนุษย์​​สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา (สบ10),
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
และกองบัญชาการตำรวจนครบาล สนธิกำลัง เร่งรัด ปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้เป็นรูปธรรม และเห็นผลอย่างจริงจัง
​​พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง ผกก.สส.บก.น.4 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ปัญญา กุลไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.4
และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระดมปราบปราม ซึ่งในรอบเดือนพฤษภาคม 2561
ได้ตรวจสอบชาวอูกันดา จำนวน ทั้งสิ้น 28 ราย ปรากฏว่าเป็นเหยื่อ จากการค้ามนุษย์ จำนวน 3 ราย
​​เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ, เจ้าหน้าที่มูลนิธิไนท์ไลท์
ทำการคัดแยกเหยื่อ และได้แจ้งความดำเนินคดี ที่ สน.ลุมพินี จนสามารถออกหมายจับ ผู้ร่วมกระทำความผิดค้ามนุษย์
ชาวอูกันดาได้ จำนวน 6 ราย

​​ข้อหา “ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยการแสวงหาประโยชน์
โดยมิชอบจากการค้าประเวณี และผู้ที่สมคบกันได้กระทำความผิด คนใดคนหนึ่งได้ลงมือกระทำความผิดตามที่
สมคบกัน, เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม
ไม่ว่ากระกระทำต่างๆ อันประกอบเป็นความผิดนั้น จะกระทำภายในหรือนอกราชอาณาจักร, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด
ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตราย ต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน
ของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น,
หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้น”
​​อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 9, 11 และมาตรา 52 อัตราโทษ
“ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสองแสนบาท”
​​ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ได้ทำการอายัด บุคคลตามหมายจับ ศาลอาญากรุงเทพใต้
ที่ จ.346/2561 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 จำนวน 1 ราย ส่วนอีก 5 รายได้หลบหนีกลับประเทศอูกันดา แล้ว
อยู่ระหว่างการติดตามตัว ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ตรวจสอบประวัติการเดินทาง
และหนังสือเดินทางของชาวอูกันดาดังกล่าวปรากฏว่า หนังสือเดินทาง (วีซ่า) หมดอายุ จำนวน 3 ราย
และผลักดันออกนอกราชอาณาจักร จำนวน 22 ราย
​​ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานต่างๆ จะทำการปราบปราม ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับความผิด
ค้ามนุษย์เช่นนี้ต่อไปอีก เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์นี้อย่างจริงจังต่อไป

Recent Posts