ตำรวจท่องเที่ยวสนธิกำลังรวม 14 หน่วยงาน ค้นหาหลักฐานบริษัทเอกชนต้องสงสัยเป็นนอมิมีนักลงทุนชาวต่างชาติ ทำทัวร์ท่องเที่ยวไม่ได้มาตรฐาน ในจังหวัดภูเก็ต

 In ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

ตำรวจท่องเที่ยวสนธิกำลังรวม 14 หน่วยงาน ค้นหาหลักฐานบริษัทเอกชนต้องสงสัยเป็นนอมิมีนักลงทุนชาวต่างชาติ ทำทัวร์ท่องเที่ยวไม่ได้มาตรฐาน ในจังหวัดภูเก็ต

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วยตัวแทนรวม 14 หน่วยงานร่วมกันนำหมายค้น
เข้าตรวจสอบ11 เป้าหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัททัวร์ท่องเที่ยวไม่ได้มาตรฐาน และมีการว่าจ้างคนไทยเป็นนอมินี

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ ระบุว่า เป้าหมายเป็นบริษัทเอกชน 5 บริษัท / บ้านพักของผู้ต้องสงสัย 2 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการประกอบธุรกิจทัวร์นำเที่ยวไม่ได้มาตรฐาน / อาคารพาณิชย์ที่รับดำเนินการจัดทำบัญชี รวมถึงจุดที่ให้นักท่องเที่ยว
ลงเรือนำเที่ยว บริเวณท่าเรือนำชัย แหลมพันวา อย่างละ 1 เป้าหมาย ซึ่งภารกิจหลักคือการค้นหาพยานหลักฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการกระทำผิด ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล มาพิจารณาดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวข้อง เช่น ฐานลักลอบหลบหนีศุลกากร /
สมาชิกการเป็นอั้งยี่ / หลีกเลี่ยงภาษี หรือฉ้อโกงภาษี

โดยจุดแรกที่เข้าตรวจค้น เป็นที่ตั้งของบริษัท ทีซี บลูดรีม จำกัด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเรือฟีนิกซ์ ไดร์ฟวิ่ง ที่อัปปางกลางทะเล
เบื้องต้นพบว่าที่นี่ถูกเช่าไว้เป็นสถานที่เก็บเอกสารการประกอบธุรกิจ มีหลักฐานสำคัญ เช่น ภาษีซื้อ / ใบสำคัญจ่าย / ค่าใช้จ่าย
และที่สำคัญยังพบข้อมูลการติดต่อแชทข้อความ ซึ่งทาง ปปง. มองว่ามีลักษณะคล้ายกับการติดต่อโอนเงินไปยังนายทุน
ต่างประเทศ คล้ายกับคดีทัวร์ศูนย์เหรียญเมื่อปี 2558 ที่บริษัท ทรานส์ลี่ ทราเวิล จำกัด มีการโอนเงินให้กับนายทุนสัญชาติจีน
ที่ใช้บัตรประชาชนปลอมในการประกอบกิจการในไทย

จุดที่สองเป็นที่ตั้งของบริษัท เลซี่แคท ทราเวล จำกัด ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเรือเซเรนาตาร์ ที่ล่มลงกลางทะเลเช่นกัน
จากการตรวจค้นพบหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะอุปกรณ์ดำน้ำไม่ได้มาตรฐาน เอกสารการขอเช่าอาคารที่มีผู้ดำเนินการ
เป็นคนสัญชาติจีน เป็นต้น

จุดที่ 3 เป็นบาร์ริมทะเล ชื่อ “วอเตอร์บีช คลับ ภูเก็ต” ซึ่งตรวจสอบพบว่าที่ดินบริเวณดังกล่าว อดีตเป็นพื้นที่ สปก. ต่อมา
ถูกยื่นขอเป็นพื้นที่ นส.3 และมีการฟ้องร้องดำเนินคดี จนกลับไปเป็นสภาพพื้นที่ สปก. อีกครั้งเมื่อปี 2557 ขณะที่บาร์ดังกล่าว
ถูกสร้างในปี 2559 เข้าข่ายเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนชัดเจน นอกจากนี้จากลักษณะการก่อสร้าง พบมีลักษณะยื่นลงไปพื้นที่
ชายทะเล ซึ่งต้องตรวจสอบรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า
ผู้ที่ถือครองเป็นเจ้าของคือ นายช้าง ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการ บริษัท ทรานส์ลี่ ทราเวิล จำกัด และพบความเชื่อมโยงกับบริษัท
เลซี่แคท ทราเวล จำกัด อีกด้วย

จุดที่ 4 เป็นอู่ต่อเรือ “คานเรือสิกิจ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการต่อเรือจากภาคเอกชน ได้สอบถามข้อมูลการต่อเรือจากนายช่างรายหนึ่ง
ที่รับต่อเรือฟินิกส์ ไดร์ฟวิ่ง เบื้องต้นพบว่าการต่อเรือลำนี้ ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบที่เสี่ยง
ต่อการเกิดอันตรายมาใช้ในการต่อเรือ เช่น เครื่องยนต์จากรถบรรทุก 10 ล้อ / กระจกพลาสติก PVC / กำแพงประกอบจากไม้อัด /
และระบบระบายน้ำขังที่มีเครื่องมือระบายน้ำขนาดเล็กกว่ามาตรฐานเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ยังไปดูเรืออีกลำหนึ่ง ที่มีข้อมูลว่า
เป็นเรือแฝดของเรือฟินิกส์ ไดร์ฟวิ่ง ที่อยู่ระหว่างการต่อเติมเรือ พบมีการประกอบในลักษณะคล้ายคลึงกับคำให้การ
ของนายช่างเรือด้วย

ขณะที่พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้แถลงสรุปผลปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถตรวจยึดเอกสาร
ที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ 33 ชุด / เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน๊ตบุ๊ก 12 เครื่อง / สินค้าเลี่ยงภาษีกว่า 1,000 ชิ้น /
เสื้อชูชีพไม่ได้มาตรฐาน 21 ตัว และวิทยุสำหรับบอกพิกัดเรือ 1 เครื่อง นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน คือนายช้าง
ซึ่งเป็นผู้จัดการเก่า บริษัท ทรานส์ลี่ ทราเวิล จำกัด และเป็นเจ้าของที่พักและบาร์ในจุดตรวจค้นที่ 4 ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐาน
บุกรุกป่าสงวน และรุกล้ำป่าชายเลน ส่วนผู้ต้องหาอีกรายถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานซื้อหรือรับไว้ของที่ไม่ผ่านศุลกากร

Recent Posts
New Server