จับกุมชาวมาเลเชียใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นในการตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 In ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.,ในฐานะ รองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร), พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รองผบก.สส.บช.ภ.2 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง ผกก.สส.บก.น.4, พ.ต.อ.จุมพล อินลักษณะ ผกก.สส.ภ.จว.ขอนแก่น, พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รองผกก.สายตรวจ สนธิกำลังชุดปฎิบัติการ ศปอส.ตร., บช.สตม. และตำรวจมาเลเซีย

ปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 142 หมู่ 9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ หลังสืบสวนทราบว่ามีกลุ่มชาวมาเลเชียเข้ามาเช่าบ้านเปิดเป็นฐานปฏิบัติการตั้งคอลเซ็นเตอร์

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวสูงสองชั้นอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าว กำลังเจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าไปในบ้าน ก็พบชายชาวมาเลเชีย 10 ราย กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะที่ถูกดัดแปลงเพื่อทำเป็นคอลเซ็นเตอร์และอยู่ในอาการตกตะลึงเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ก็พยายามวิ่งหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนชุลมุน แต่ทั้งหมดก็ถูกคุมตัวไว้ได้

จากการตรวจค้นพบของกลางโทรศัพท์มือถือ ipad และบทความหลอกลวงภาษามาเลเซีย เครื่องทำลายเอกสารและบทสนทนารวมถึงเอกสารจำนวนหนึ่งที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สำหรับปฎิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างงตำรวจจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประเทศมาเลเชียและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการประสานข้อมูลสืบสวนหลังทราบว่า

มีกลุ่มชาวมาเลเชีย ใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นในการตั้งคอลเซ็นเตอร์ จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกันในการแกะรอย กระทั่งพบความเคลื่อนไหวที่บ้านดังกล่าวว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในลักษณะต้องสงสัยอยู่กันเป็นจำนวนมากและชอบเก็บตัวไม่ออกไปไหน ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีการเช่าบ้านหลังดังกล่าวในราคาเดือนละ 90,000 บาทและได้เช่ามาเป็นเวลากว่าสี่เดือน ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่ากำลังจะปิดคอลเซ็นเตอร์ย้ายจากจุดนี้เพื่อหลบหนีให้ยากต่อการติดตามจับกุมแต่ก็มาถูกจับกุมได้เสียก่อน

โดยเครือข่ายมีนายทุนชาวมาเลเชีย ไต้หวัน อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตามเครือข่ายนี้ถือเป็นอาชญากรข้ามชาติกลุ่มสำคัญที่ตำรวจจากมาเลเชียต้องการตัวถือเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเชียที่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง
หลังจับมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูล จนเข้าจับกุมเป็นผลสำเร็จ

ทั้งนี้สถานการณ์ในปัจจุบันคอลเซ็นเตอร์มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปเดิมที่จะใช้ระบบวีโอไอพีในการเชื่อมโยงเครือข่ายก่อนที่จะโทรศัพท์มาหลอกลวงเหยื่อ แต่ปัจจุบันพบมีการใช้ พอคเก็ทไวฟาย เป็นตัวเชื่อมสัญญาณแทนระบบวีโอไอพี เพื่อให้ยากต่อการติดตามจับกุม – พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล กล่าว

 

 

Recommended Posts