ตำรวจท่องเที่ยว รับตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทย จากประเทศฟิลิปปินส์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม, ผลการปฏิบัติ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 5 ก.ย.61 รับตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทย จากประเทศฟิลิปปินส์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

​ตามนโยบายรัฐบาลและการปฏิบัติการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  และ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการปราบปรามเครือข่ายแก็งคอลเซ็นเตอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่หลอกหลวงประชาชนได้รับความเดือดร้อน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้จัดตั้งศูนย์ปรามปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็น

ผอ.ศูนย์ฯ และให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  หักพาล รอง ผบช.ทท. เป็น รอง ผอ.ศูนย์ฯ ควบคุม กำกับชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ โดยได้ทำการสืบสวนและปราบปรามจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

​ตามที่เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 เวลาประมาณ 09.30 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท./รอง ผอ.ศปอส.ตร. หัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ พร้อมด้วย  พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 บช.ทท.,

พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 บช.ทท., พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ.บช.น., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง ผกก.สส.บก.น.4, พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รอง ผกก.สายตรวจ บก.สปพ., พ.ต.ท.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผกก.สส. บก.น.1, พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร สว.งานสายตรวจ 1 กก.สายตรวจ บก.สปพ., พ.ต.ท.ศิลา ตันตระกูล สว.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล., พ.ต.ต.นที

คุ้มล้วนล้อม สว.งานสายตรวจ 2 บก.จร., ร.ต.ท.สถาพร เทศบรรทัด รอง สว.(อก.) ฝอ.6 บก.อก.บช.ทท. พร้อมนายบ๊อบบี้ รา เควโป้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนหาข่าว และกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงยุติธรรมประเทศฟิลิปปินส์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ศปอส.ตร. หลังสืบทราบว่าในหมู่บ้านโพซาดัส วินเลส เขตอาราบัง กรุงมะนิลา มีบ้านเดี่ยวสุดหรู 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิดเป็นอย่างดี เป็นศูนย์สั่งการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกลวงคนไทยมากกว่าหนึ่งปี จึงบุกตรวจค้นพบอุปกรณ์สื่อสารทั้ง คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, ซิมโทรศัพท์พร้อมใช้งาน, สมุดบัญชีธนาคาร นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบโพยรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงบทพูดคุยระหว่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับเหยื่อที่กำหนดไว้ เช่น จากหน่วยปราบปรามยาเสพติด หน่วยปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากนี้ยังพบคนไทย 16 คน ทำหน้าที่โทรศัพท์หาเหยื่อปลายทางในประเทศไทย และมีชายชาวไต้หวัน 3 คน ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและสั่งการ นั้น

เวลา 23.00 น. ที่อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ชุด ศปอส.ตร. พร้อมกำลังอรินทราช รับตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทย จากประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 10 คน ซึ่งมีหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด นำส่งพนักงานสอบสวน สน.หนองแขม ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่นที่ประเทศฟิลิปปินส์ จะถูกส่งตัวมาในภายหลัง

สำหรับการทำงานปราบปรามระหว่างประเทศ ทางการฟิลิปปินส์ให้ความร่วมมือช่วยตามรอยเบาะแสและพิกัดที่ตั้ง และยังให้ตำรวจท่องเที่ยวของไทย พร้อมชุดสายสืบเข้าร่วมจับกุมด้วย ถือเป็นการทำงานตามแนวทาง One World One Team หรือ ตำรวจหนึ่งเดียวทั่วโลก

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1,พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2,พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. ,พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รองผกก.สายตรวจ นำกำลัง อรินทราช รับตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทย จากประเทศหิลิปปินส์ จำนวน 10 ราย ดังนี้

  1. นางวาสนา ขันแข็ง อายุ 31ปี
  2. นางสาวนิตยา นามสะอาด อายุ 29ปี
  3. นายรอเฝน บิลระหึม อายุ 38ปี
  4. นางสาวธนพร ชอบอยู่กลาง อายุ 31ปี
  5. นางสาวพรสุข สมแสวง อายุ 30ปี
  6. นางสาวกาญจนาพร วิลาจันทร์ อายุ 45ปี
  7. นางสาวพิมพาภรณ์ เจนใจ อายุ 29ปี
  8. นายอุดมศักดิ์ สิงหนิสาย อายุ 29ปี
  9. นายศักดิ์ชัย ชมชื่น อายุ 28ปี
  10. นายพงษ์ฐิตา กาละสุข อายุ 32ปี

ซึ่งมีหมายจับศาลอาญารัชดา มาดำเนินคดีต่อที่ประเทศไทย ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก ศปอส.ตร. สนธิกำลังนายบ็อบบี้ อาร์ ราเคสโป้ หัวหน้าสืบสวนหาข่าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

กระทรวงยุติธรรมประเทศฟิลิปปินส์บุกทลายขบวนการคอลเซ็นเตอร์ กลางกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนำกำลังเข้าจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 29 ภายในหมู่บ้านโพซาดัส วินเลส เขตอาราบัง ต่อมาทางการประเทศฟิลิปปินส์ ได้ดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งเป็นทั้งชาวไทยและชาวไต้หวัน  ก่อนจะประสานส่งตัวมาดำเนินคดีต่อที่ประเทศไทย

โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะทำการแยกสอบปากคำพร้อมดำเนินคดีใน 3 ข้อหาหนัก คือ ข้อหาที่ 1ฉ้อโกงประชาชน ข้อหาที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สุดท้ายก็คือความผิดฐานฟอกเงิน  รวมทั้งขยายผลหาความเชื่อมโยง ว่ามีการเดินทางไปอย่างไร มีนายหน้าพาไปหรือไม่ หากพบก็ต้องดำเนินการสาวไปยังคนที่เป็นนายหน้าคอยจัดหาคนไทยไปทำงานในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างแดน และดำเนินการเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบต่อไป  อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวการจับกุมตัวผู้ต้องหาและรายละเอียดทางคดี รวมถึงแถลงข่าวมาตราการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน คดี โรแมนซ์สแกรม ครั้งที่ 4 คืนเงินแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 85,200 บาท ที่ห้องประชุมศรียานนท์ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป รองผบช.ทท. กล่าว

 

สรุปผลการประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ จำนวน 9 ครั้ง / 7 ประเทศ

ครั้งที่ 1 ประเทศมาเลเซีย​​​​​เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2561

​จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 5 คน

​เป็นคนไต้หวัน จำนวน 3 คน, คนมาเลเซีย 2 คน

ครั้งที่ 2 ประเทศกัมพูชา​​​​​เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2561

​จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 37 คน

​เป็นคนไต้หวัน 6 คน, คนไทย 26 คน และคนกัมพูชา 5 คน

​ครั้งที่ 3 ประเทศมาเลเซีย​​​​​เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2561

​จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 16 คน

​เป็นคนไต้หวัน 5 คน และคนไทย 11 คน

ครั้งที่ 4 ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองดูไบ ​​เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2561

​จับผู้ต้องหา จำนวน 24 คน

​เป็นคนไต้หวัน 1 คน และคนไทย 23 คน

​ครั้งที่ 5 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลฝูเจี้ยน ​เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2561

​จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 7 คน

​เป็นคนไต้หวัน 1 คน และคนไทย 6 คน

​​​ครั้งที่ 6 ไต้หวัน เมืองไถ่หนาน    ​​​​เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2561

​​จับผู้ต้องหา  จำนวน 21 คน

​​เป็นคนไต้หวันทั้งหมด 21 คน

​​ครั้งที่ 7 ประเทศมาเลเซีย​​​​​เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2561

​​จับผู้ต้องหา จำนวน 12 คน

​​เป็นคนไต้หวัน 2 คน และคนไทย 10 คน

​​ครั้งที่ 8 ประเทศฟิลิปปินส์​​​​เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2561

​​จับผู้ต้องหา จำนวน 19 คน

​​เป็นคนไต้หวัน 3 คน และคนไทย 16 คน​

​​ครั้งที่ 9 ประเทศเวียดนาม​​​​​เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2561

​​จับผู้ต้องหา จำนวน 19 คน

​​เป็นคนไต้หวัน 2 คน และคนไทย 17 คน

รวมจับกุมผู้ต้องหา ทั้งสิ้น 160 คน

​​เป็นคนไต้หวัน 44 คน, คนไทย 109 คน, คนมาเลเซีย 2 คน และคนกัมพูชา 5 คน

 

Recent Posts
New Server