“ทลายเครือข่าย Romance Scam” ผู้ต้องหา 17 ราย 8 เครือข่าย ผู้เสียหาย 48 ราย ความเสียหายมากกว่า 5,961,740 บาท

 In ด้านนโยบายรัฐบาล, ด้านป้องกันและปราบปราม

“แสร้งรักออนไลน์ –ทลายเครือข่าย Romance Scam” –ผู้ต้องหา 17 ราย 8 เครือข่าย ผู้เสียหาย 48 ราย ความเสียหายมากกว่า 5,961,740 บาท

ตามนโยบายของรัฐบาล มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)

อำนวยการโดย พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร รอง ผบช.ภ.2, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2, พ.ต.อ.วรนัฏฐ์ ผ่อนผัน รอง ผบก.ฯ

 

 

จากการสืบสวนติดตามกลุ่มคนร้ายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติของ ศปอส.ตร. โดยการรวบรวมข้อมูลของกลุ่มคนร้ายดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้ายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชน คนไทยด้วยวิธีการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น(แสร้งรักออนไลน์ หรือ ROMANCE SCAM) เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ จากนั้นจึงร่วมกันหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารต่างๆ ในลักษณะที่กลุ่มคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิดกฎหมาย และเพื่อให้ยากต่อการสืบสวนติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคาร ,จัดหาบัญชีธนาคาร ,ถอนเงินจากบัญชีธนาคาร ,โทรศัพท์หลอกลวง ,พูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายผ่านทางเฟซบุ๊ก ,รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น ฯลฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร. ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและจับกุมกลุ่มคนร้ายในลักษณะดังกล่าวเรื่อยมา ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยกับประชาชน และเป็นการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

 

 

 

ผลการดำเนินการ ทลายเครือข่าย 8 เครือข่าย ผู้ต้องหา 17 ราย แบ่งเป็น สัญชาติไทย 12 ราย สัญชาติไนจีเรีย 5 ราย มีผู้เสียหายกว่า 48 ราย มูลค่าความเสียหาย 5,961,740 บาท มีรายละเอียด

  1. เครือข่ายที่ 1 (คนกดเงิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.61 จับกุม 1.นางพันธ์วิรา คุ้มหอม อายุ 50 ปี 2.นายปราโมทย์ คุ้มหอม อายุ 58 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าได้ถูกหลอกลวงให้โอนเงินให้กลุ่มคนร้ายจำนวนหลายครั้ง เมื่อตรวจสอบพบว่ามีเส้นทางการเงินถูกถอนออกบริเวณพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางแผนกระจายกำลังออกซุ่มเฝ้าจุดตู้กดเงินอัตโนมัติ ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จนนำมาซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ได้ และได้ตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง บัตรกดเงินสด สมุดบัญชีธนาคาร เงินสดจำนวน 4,260 บาท และทำการขยายผลการ
    จับกุม จนนำมาสู่การแจ้งข้อกล่าวหา นางมนตราหรือปลา คุ้มหอม อายุ 34 ปี ว่า“ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ”ร่วมอยู่ในเครือข่ายนี้และตรวจสอบพบผู้เสียหายในเครือข่ายนี้ที่ถูกหลอกลวงให้สูญเสียทรัพย์สินอีก 13 รายรวมมูลค่าความเสียหายที่ตรวจพบ กว่า 1,135,500 บาท เหตุเกิดท้องที่ สภ.เมืองสกลนคร,สภ.ผาขาว,สภ.หนองบัวแดง
  2. เครือข่ายที่ 2 (คนกดเงิน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี) เมื่อวันที่ 4 ก.ย.61 จับกุม 1.น.ส.เพ็ญนภาหรือบัว นวลปาน อายุ 30 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” 2.น.ส.อรยา จันทะเรือง อายุ 22 ปี โดยกล่าวหาว่า “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมายและร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” 3.Mr.JAMES ONWUCHUKWU อายุ 28 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย โดยกล่าวหาว่า“เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” 4.Mr.CHINEDU SIXTUS NWAOBI สัญชาติไนจีเรีย โดยกล่าวหาว่า“เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 2 รายนั้นทำหน้าที่เป็นคนกดเงิน และชาวไนจีเรียทั้ง 2 รายพบว่ามีการพูดคุยเกี่ยวข้องกับการโอนเงิน ส่งเงิน ของผู้เสียหาย และยังอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ดำเนินการตามกฎหมาย และทั้ง 4 รายยังถูก สภ.หนองขาม ออกหมายจับอายัดตัว ดำเนินคดี “ร่วมกันฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ” จากการขยายผลการจับกุมในครั้งนี้จึงพบ ผู้เสียหายอีกจำนวน 6 ราย รวมมูลค่าความเสียหายจากเครือข่ายนี้ จำนวน 292,000 บาท เหตุเกิดท้องที่ สภ.พญาเม็งราย,สภ.ชุมพวง,สภ.เมืองสุรินทร์,สภ.เมืองหนองคาย,สน.หัวหมาก,สภ.นครหลวง
  3. เครือข่ายที่ 3 (คนกดเงิน อ.เมือง จ.ตราด) เมื่อวันที่ 6 ก.ย.61 จับกุม 1.นาย สราวุธ หรือโอ๋ ประเสริฐศรี อายุ 39 ปี โดยกล่าวหาว่า “ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” พร้อมด้วยของกลาง 1.บัตรเอทีเอ็มของผู้อื่น จำนวน 2 ใบ 2.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง 3.เครื่องแต่งกายที่ผู้ถูกจับสวมใส่เพื่อปกปิดใบหน้าและร่างกายในขณะกระทำความผิด (ตระเวนกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม) 4.รถจักรยานยนต์ ที่ใช้ขับขี่ไปตระเวนกดเงิน 5.และของกลางรายการอื่นๆ อีกหลายรายการ และขยายผลการจับกุมจนนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ธีรดา หรือโรส วัชระพันธ์ อายุ 36 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” และได้ตรวจยึดของกลาง 1.สมุดบัญชีธนาคารของผู้อื่น จำนวน 4 เล่ม 2.บัตรเอทีเอ็มของผู้อื่น จำนวน 2 ใบ 3.โทรศัพท์มือถือ 4.ของกลางรายการอื่นอีกหลายรายการ และยังได้ขยายผลพบผู้เสียหายอีกกว่า 17 ราย รวมมูลค่าความเสียหายจากเครือข่ายนี้ที่ตรวจพบกว่า 1,040,900บาท เหตุเกิดท้องที่ สน.บางนา
  4. เครือข่ายที่ 4 (คนกดเงินย่านรามอินทรา) เมื่อวันที่ 10 ก.ย.61 จับกุม น.ส.กนกกาญจน์ ชาญกล้า อายุ 25 ปี โดยกล่าวหาว่า “มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ”พร้อมด้วยของกลาง 1.บัตรเอทีเอ็มของผู้อื่น จำนวน 3 ใบ 2.โทรศัพท์มือถือ 3.สมุดบัญชีธนาคารของผู้อื่น จำนวน 2 เล่ม 4.เงินสด จำนวน 74,300 บาท 5.ธนบัตรดอลล่าสหรัฐ จำนวน 21 ดอลล่า 6.เสื้อผ้าชุดที่คนร้ายใส่กดเงิน 7.ของกลางรายการอื่นๆ อีกหลายรายการ เมื่อทำการขยายผลการจับกุมตรวจพบผู้เสียหายกว่า 7 ราย รวมมูลค่าความเสียหายที่ตรวจพบกว่า 214,500 บาท เหตุเกิดท้องที่ สภ.ทุ่งสง
  5. เครือข่ายที่ 5 (คนกดเงิน อ.พัทยา จ.ชลบุรี) สืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาในพื้นที่ของ อ.พัทยา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 และตรวจพบความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดของผู้ต้องหา ต่อมาศาลจังหวัดพิษณุโลกได้ออกหมายจับและได้ทำการจับกุมตัว MR.Clement lfeamyichukhu สัญชาติไนจีเรีย ตามหมายจับศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ 232/2561 ลงวันที่ 23 ส.ค.61 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติ เพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักร MR.Simeon Chinwike Nnakwe สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดในครั้งนี้
  6. เครือข่ายที่ 6 (คนกดเงินย่านถนนบางนา-ตราด) สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ส.ค.61เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร.ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายในท้องที่ของ สน.ธรรมศาลาว่าได้ถูกกลุ่มคนชาวต่างชาติใช้เฟชบุ๊คหลอกให้โอนเงิน จำนวน 1,058,000 บาท เข้าบัญชีของนางสาวจันทร์แรม เดชดิลก และบัญชีของนายธัญญารัตน์ เกษา ได้รับความเสียหาย จากการสืบสวนทราบว่าได้มีคนร้ายเป็นหญิงไทยอำพรางตัวมาทำการตระเวนกดเงินของผู้เสียหายย่านถนนบางนา-ตราด ต่อมาศาลจังหวัดตลิ่งชันได้ออกหมายจับคนร้ายทั้ง 3 รายในคดีดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนร้ายทั้ง 3 คนได้เมื่อวันที่ 10 ก.ย.61 คือ 1.นางสาวจันทร์แรม เดชดิลก ตามหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ 447/2561 ลงวันที่ 5 ก.ย.2561 ทำหน้าที่คนเปิดบัญชี 2.นายธัญญารัตน์ เกษา ตามหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ 446/25614 ลงวันที่ 5 ก.ย.2561 ทำหน้าที่คนเปิดบัญชี และ 3.น.ส.เพชร กองสินธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ 448/2561 ลงวันที่ 5 ก.ย.2561 ทำหน้าที่คนกดเงิน และจากการขยายพบว่า มีผู้เสียหายจาก สภ.คลองห้า สภ.ครบุรี ได้ถูกกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้หลอกให้โอนเงินอีก รวมมีผู้เสียหายจำนวน 3 ราย รวมมูลค่าความเสียหายที่ตรวจพบมากกว่า 1,599,090 บาท
  7. เครือข่ายที่ 7 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้ดำเนินการสืบสวนติดตามตัว นายอิคิชุควู แมกซ์เวล ยูเชนดู (MR.IKECHUKWU MAXWELL UCHENDU) อายุ 31 ปี สัญชาติไนจีเรีย เลขหนังสือเดินทาง A50052881 ฉายา “โบโบ้” ทำหน้าที่ส่งข้อมูลเหยื่อให้กับเครือข่าย Romance Scam และได้หลบหนีหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ จ.125/2561 ลง 15 กุมภาพันธ์ 2561 ในข้อหา“ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ” มาซ่อนตัวอยู่ในคอนโดย่านนนทบุรี จึงเฝ้าติดตามและสามารถจับกุมตัวได้ พร้อมของกลาง 1.โทรศัพท์ 12 เครื่อง 2.บัตรเอทีเอ็ม 3 ใบ พร้อมสมุดบัญชี ของผู้อื่น 3.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง 4.ของกลางรายการอื่นๆ อีกหลายรายการ จากการสืบสวนพบผู้เสียหายจำนวน 1 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 987,500 บาท เหตุเกิดท้องที่ สภ.สำโรงใต้
  8. ครือข่ายที่ 8 ด้วยมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ที่ ศปอส.ตร. ว่าถูกเครือข่าย Romance Scam หลอกให้โอนเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนติดตามตัว และเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2561 ได้จับกุมตัวนางสาวรัศมี สุระเสน ตามหมายจับศาลนครศรีธรรมราช ที่ 212/2561 ลงวันที่ 5 มิ.ย.61 ซึ่งพบผู้เสียหายจำนวน 1 ราย มูลค่าความเสียหาย 692,250 บาท เหตุเกิดท้องที่ สภ.ท่าศาลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร.ยังได้ดำเนินการในเชิงรุก เพื่อป้องปราม และลดอัตราการเกิดเหตุในการหลอกลวงผู้เสียหายชาวไทยที่เกิดจาก กลุ่มเครือข่าย Romance Scam ทำการหลอกลวงพูดคุยชักจูงผู้เสียหายให้โอนเงินจนเกิดความเสียหายซึ่งผู้กระทำส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวต่างชาติ

โดยได้ทำการตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตแล้วยังไม่ปรากฏว่าเดินทางออกนอกราชอาณาจักรหรือทำการขออนุญาตอยู่ต่อ(Over stay)จำนวน 267 ราย ผลการปฏิบัติ จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย โดยกล่าวหาว่า “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

นอกจากนั้นได้ทำการตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างถูกต้อง จำนวน 833 ราย ผลการปฏิบัติ ได้เพิกถอน visa จำนวน 7 ราย, ดำเนินคดีไม่แจ้งย้ายที่พักจำนวน 6 ราย, ถูกจับกุมไปก่อนหน้าแล้วในคดีอื่น จำนวน 4 ราย, ทำการปลอมใบเสร็จสรรพากร 1 ราย, ทำการปลอมหน้าวีซ่า 1 ราย, ถูกออกหมายจับจำนวน 2 ราย และไม่อนุมัติวีซ่า จำนวน 1 ราย เหตุเพราะพบประวัติต้องโทษจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรรม

ซึ่งในการปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการระดมกวาดล้างผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะ (แสร้งรักออนไลน์ หรือ ROMANCE SCAM) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก จึงฝากประชาสัมพันธ์จากข้อมูลการแถลงข่าวนี้ ผ่านทางสื่อมวลชนเพื่อแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อให้กับกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว

 

แสร้งรักออนไลน์

แสร้งรักออนไลน์

Recommended Posts
New Server